Health Articles

8 เคล็ดลับดูแลผิวในหน้าหนาว

จะว่าไปแล้ว หน้าหนาวอาจทำให้หลายคนตื่นเต้นกันเอามาก อารมณ์คล้ายจะมีแค่ไม่กี่วันในเมืองไทย เพราะอากาศที่เย็นนอกจากจะทำให้เรานอนหลับสบายไม่อยากลุกจากที่นอนแล้ว เวลาจะออกไปไหนข้างนอก เรามักจะรื้อหาพร๊อพกันหนาวที่ซื้อตุนกันไว้หลายปีออกมาสวมใส่ เพื่อไปทำงาน หรือหาร้านนั่งปล่อยอารมณ์เล่นมิวสิควิดีโอหรือดื่มอะไรอุ่นๆ เคล้าอารมณ์โรแมนติกหัวใจอะไรทำนองนั้น

แต่หน้าหนาว ผิวของเราอาจไม่สนุกสนานไปด้วยน่ะสิครับ หลายคนพบว่าตัวเองมีอาการผิวแห้งลอก คันยุบยิบตลอดเวลา บางคนมีผื่นแดง มิหนำซ้ำยังอาจพบริ้วรอยจากความแห้งกร้านรอบดวงตาหรือใบหน้า ทำให้เวลาเผลอยิ้มกว้างๆ แบบไม่ทันระวังอาจจะโดนแคปเจอร์โดยไม่รู้ตัว วันนี้เรามีเคล็ดลับดีๆ ที่จะช่วยให้ผิวของเราแข็งแรง พร้อมออกไปโรแมนติกในอากาศเย็นๆ กันครับ

Outside-In (การดูแลจากภายนอกสู่ภายใน)

1.  Avoid too warm water
ไม่ควรอาบน้ำที่ร้อนจนเกินไป อุณหภูมิเครื่องทำน้ำร้อนที่เหมาะสมคือไม่เกิน 42 องศาเซลเซียส เพราะเราเข้าใจว่าหนาว จึงไม่แปลกที่จะอาบน้ำร้อน แต่น้ำที่ร้อนเกินไปอาจทำให้ผิวเสียสมดุล หนังกำพร้าอ่อนแอ ความสามารถในการปกป้องผิวจากมลภาวะต่างๆ ลดลง

2.  Moisturize immediately afterwards
หลังจากที่เราอาบน้ำแล้ว เราควรที่จะรีบทาโลชั่นหรือครีมบำรุงผิวทันทีที่เช็ดตัวแห้งหมาดๆ โดยครีมหรือโลชั่นบำรุงผิวนั้น ควรมองหาผลิตภัณฑ์ที่ทาแล้วทำให้ความชุ่มชื้นอยู่ได้ยาวนาน ซึ่งท่านต้องเลือกและลองใช้ด้วยตนเอง เพราะผิวแต่ละคนมีความแตกต่างกัน ส่วนสารประกอบที่ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระและเพิ่มความแข็งแรงให้ผิว เช่น โคเอนไซม์คิวเท็น วิตามินซี วิตามินบีสาม วิตามินบีห้า สารสกัดจากเมล็ดองุ่นและเปลือกสน สารสกัดจากชาเขียว ทับทิม ไวน์แดง แตงกวา ว่านหางจระเข้ สารสกัดจากหอยทาก อะมิโนเปปไทด์ จะช่วยบำรุงผิวได้ดี

3.  Choose moisturizer carefully and don’t forget to apply overnight
ครีมบำรุงผิวที่ควรมีติดบ้านในหน้าหนาว ควรมีส่วนผสมของสารสกัดจากธรรมชาติที่มีความใกล้เคียงกับส่วนประกอบในผิวหนังเป็นหลัก เช่น เซอรามายด์ กรดไฮยารูโลนิก ฟอสโฟลิปิด เป็นส่วนประกอบหลักในเนื้อครีม และควรทาก่อนนอนเพื่อบำรุงและซ่อมแซมผิวแห้งเสียขณะนอนหลับ แต่ถ้าใครที่มีผิวแห้งมากๆสามารถใช้น้ำมันจากธรรมชาติ ชโลมทาผิวหลังอาบน้ำได้ทันที เช่น น้ำมันแร่ (Mineral oil) น้ำมันอัลมอนด์ น้ำมันมะพร้าว น้ำมันอาร์แกน น้ำมันมะกอก น้ำมันโจโจบา น้ำมันจากเมล็ดองุ่น น้ำมันจากเมล็ดชา น้ำมันจากเมล็ดทับทิม น้ำมันดอกอีฟนิ่งพรีมโรส ส่วนน้ำมันที่ควรหลีกเลี่ยงเพราะอาจทำให้ผิวเกิดการระคายเคืองได้ง่าย คือน้ำมันที่มีส่วนผสมของพืชตระกูลส้ม มะนาว ตะไคร้ ลาเวนเดอร์ กุหลาบ เมนทอล ยูคาลิปตัส ทีทรี หรือน้ำมันที่ผสมน้ำหอมที่มากจนเกินไป

4.  Protect your skin from the SUN
แม้หน้าหนาว เราก็ควรทาครีมกันแดดเพื่อป้องกันแดดที่อาจก่อให้เกิดอนุมูลอิสระหรือการอักเสบของผิวหนัง ครีมกันแดดที่คุณเลือกใช้ควรมีค่าการปกป้องทั้ง รังสียูวีเอ และยูวีบี โดย SPF จะแสดงค่าการปกป้องรังสียูวีบี ควรเลือกที่มากกว่า 30 (ปัจจุบันมีถึง SPF 50) ส่วน PA ที่แสดงค่าการปกป้องรังสียูวีเอนั้น ควรเลือกมากกว่า 3+ (ปัจจุบันมีมากสุด 4+) จึงจะให้ค่าการปกป้องที่มีประสิทธิภาพ / ในเครื่องสำอางที่มาจากฝั่งยุโรป จะใช้ PPD ระบุการปกป้องรังสียูวีเอ จึงควรเลือกที่ค่า PPD มากกว่า 8 ขึ้นไป

5.  Exfoliate carefully
การผลัดเซลล์ผิวไม่ว่าจะเป็นผิวหน้าหรือผิวกายในหน้าหนาวไม่ควรทำบ่อย แนะนำอย่างมากสัปดาห์ละ 2 ครั้ง และควรหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่ผสมกรดผลไม้ (เอเอชเอ) เป็นส่วนประกอบของสารบำรุงผิวในหน้าหนาว เพราะจะยิ่งทำให้ผิวแห้งลอกระคายเคืองได้ง่าย อีกทั้งการใช้ยาที่มีส่วนผสมของกรดวิตามินเอในการรักษาสิวอาจทำให้ผิวระคายเคืองได้ง่ายในฤดูหนาวจึงควรลดความถี่ในการใช้ลง

6.  Change your cleanser
สารชำระล้างที่อาจทำให้ผิวแห้งตึงจนเกินไป อาจทำให้ผิวคุณเกิดการระคายเคืองได้ง่าย คุณควรหลีกเลี่ยงส่วนประกอบเหล่านี้ในผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวหน้าและผิวกาย เช่น

•  กลุ่มสารสารลดแรงตึงผิวประจุลบ คือ Sodium Lauryl Sulfate (SLS) สารชำระล้างตัวนี้ ทำให้ผิวแห้งตึงง่าย
•  กลุ่มสารที่เป็นส่วนประกอบของสบู่ ได้แก่ Potassium Hydroxide และ Sodium Hydroxide เพราะสาร 2 ชนิดนี้มีความเป็นด่างสูง ซึ่งอาจทำให้ผิวแห้งหรือระคายเคืองได้
•  กรดไขมันและเกลือของกรดไขมัน ได้แก่ Potassium Myristate, Potassium Palmitate, Potassium Laurate, Potassium Oleate, Potassium Stearate, Stearate, Stearic acid, Palmitic acid, Lauric acid, Myristic acid เป็นต้น สารในกลุ่มนี้เกิด จากการตกตะกอนกับสารในกลุ่มสบู่ ซึ่งอาจทำให้เกิดคราบไคลสบู่ตกค้างในรูขุมขน ส่งผลให้เกิดสิวอุดตันได้ง่ายด้วยเช่นกัน
•  สารกลุ่มน้ำหอม Perfume, Fragrance อาจก่อให้เกิดอาการแพ้หรือระคายเคืองในผู้ที่ผิวแพ้ง่าย

Inside-out (การดูแลจากภายในสู่ภายนอก)

7.  DRINK WATER is not answer
ผิวแห้งไม่สามารถรักษาได้ด้วยการดื่มน้ำเพียงอย่างเดียว แต่การดื่มน้ำก็จำเป็นต่อร่างกายในการรักษาความชุ่มชื้นและปรับสมดุลในร่างกาย ควรดื่มอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว หรือไม่เกิน 3 ลิตรต่อวัน และควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่ทำให้มีการสูญเสียน้ำมากจนเกินไป เช่น ชา กาแฟ โกโก้ แอลกอฮอล์ เพราะจะทำให้ร่างกายเสียน้ำออกมาทางปัสสาวะบ่อยกว่าปกติ

8.  Food and Supplement to Nourish
การเติมความชุ่มชื้นจากภายนอกอาจจะไม่เพียงพอ เราควรเติมความชุ่มชื้นจากภายในด้วยอาหารหรืออาหารเสริมที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื่นให้ผิวหนัง เช่น ปลาต่างๆ น้ำมันปลา เมล็ดแฟล็กซ์ ที่อุดมด้วยโอเมก้า 3 ช่วยทำให้ผิวชุ่มชื้นและลดการอักเสบจากผิว ถั่วและธัญพืชต่างๆ ที่อุดมด้วยกรดไขมันจำเป็น วิตามินอี และแร่ธาตุที่ช่วยให้ผิวแข็งแรง เช่น อัลมอนด์ พิสตาชิโอ วอลนัต อะโวคาโด ที่อุดมด้วยโอเมก้า 9 หรือกรดโอเลอิกสูงมาก ช่วยฟื้นฟูผิวแห้งเสียและช่วยให้ผิวกลับคืนสู่สมดุลได้ไวขึ้น และผักผลไม้สีเหลือง ส้ม แดง จะอุดมด้วยเบต้าแคโรทีนสูง ช่วยลดการอักเสบของผิวและปกป้องผิวจากแสงแดดและมลภาวะได้ดี

 

บทความโดย: นพ. ไพศิษฐ์ ตระกูลก้องสมุท
ข้อมูลแพทย์: https://www.samitivejhospitals.com/th/doctors/phaisit-trakulkongsmut/