Health Articles

ไข้ซิกา โรคร้ายจากยุงลายที่ไร้วัคซีนป้องกัน!

คิดว่าหลายท่านคงพอคุ้นหูกับคำว่า “ไข้ซิกา” กันบ้างแล้ว เพราะโรคนี้ไม่ใช่โรคใหม่ที่เพิ่งค้นพบ แม้จะมีพาหะนำโรคเป็นยุงลายชนิดเดียวกับโรคไข้เลือดออก แต่อาการของโรคก็ไม่ได้รุนแรงมากนักจึงไม่ได้ถูกพูดถึงสักเท่าไหร่ แต่เมื่อไม่นานมานี้ไข้ซิกากลับมาได้รับความสนใจจากวงการแพทย์ในประเทศไทยอีกครั้ง เมื่อมีการค้นพบทารกแรกเกิดมีศีรษะเล็กผิดปกติจำนวน 3 ราย ซึ่ง 2 ใน 3 รายนั้นมีสาเหตุมาจากการที่มารดาติดเชื้อไข้ซิกา ความอันตรายของมันทำให้กระทรวงสาธารณสุขแจ้งให้ไข้ซิกาเป็นโรคติดต่อที่ต้องแจ้งความ ตาม พ.ร.บ. โรคติดต่อ พ.ศ. 2523 เพื่อให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการป้องกันได้ทันท่วงที

ไม่เฉพาะแต่ในบ้านเราเท่านั้น ในประเทศสิงคโปร์ก็ตรวจพบผู้ป่วยไข้ซิกาหลายร้อยราย จนองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ออกคำเตือนให้ประเทศในแถบเอเชียเป็นประเทศเฝ้าระวังการระบาดของไข้ซิกา และยังประกาศให้ไข้ซิกาเป็น “ภัยฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระดับโลก” ณ ตอนนี้ พบรายงานการแพร่ระบาดของไข้ซิกาแล้วทั้งหมด 70 ประเทศ รวมทั้ง 19 ประเทศในแถบเอเชีย วันนี้เราจะพาทุกท่านไปทำความรู้จักกับไข้ซิกาเพื่อเรียนรู้วิธีป้องกันตัวเองจากเจ้าโรคนี้กัน

ไข้ซิกาคืออะไร
โรคไข้ซิกา (Zika Fever) เกิดจากการติดเชื้อไวรัสซิกา โดยมียุงลายเป็นพาหะนำโรค ซึ่งยุงลายที่เป็นพาหะนำโรคนี้เป็นชนิดเดียวกับยุงลายที่เป็นพาหะนำโรคไข้เลือดออก ไข้ปวดข้อยุงลาย และไข้เหลือง ยุงลายชนิดนี้อาศัยอยู่ในภูมิภาคที่มีอากาศร้อนชื้น และมักจะออกหากินในเวลากลางวัน

การแพร่เชื้อ
นอกจากเชื้อจะถูกส่งไปยังมนุษย์ผ่านการกัดของยุงลายที่ติดเชื้อแล้ว ยังสามารถติดต่อจากมารดาสู่ทารกแรกคลอด และจากทางเพศสัมพันธ์ โดยมีการยืนยันแล้วว่ามีการตรวจพบเชื้อไวรัสซิกาในน้ำอสุจิของมนุษย์

อาการของโรค
ระยะฟักตัวของไข้ซิกาใช้เวลาเฉลี่ย 4-7 วันหลังจากโดนยุงที่ติดเชื้อกัด อาการที่พบบ่อย ได้แก่ มีไข้ มีผื่นแดง เยื่อบุตาอักเสบ ปวดตามกล้ามเนื้อหรือข้อต่อ อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ โดยปกติอาการเหล่านี้จะเป็นเพียงเล็กน้อย ไม่รุนแรง และเป็นอยู่ประมาณ 2-7 วันก็จะหายได้เอง ยกเว้นในหญิงตั้งครรภ์ซึ่งอาจทำให้ทารกที่คลอดมาเสี่ยงสมองพิการแต่กำเนิด มีภาวะศีรษะเล็ก (Microcephaly) หรืออาจเสียชีวิตได้ อย่างไรก็ตาม อาการของไข้ซิกาจะมีความคล้ายคลึงกับอาการของโรคไข้เลือดออก ดังนั้น เพื่อความชัดเจนควรไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยโดยละเอียด

การรักษา
ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนหรือวิธีการรักษาโดยเฉพาะ ทำได้เพียงรักษาไปตามอาการเท่านั้น
โดยการรับประทานยาบรรเทาปวด ลดไข้ ร่วมกับการดื่มน้ำเยอะๆ และพักผ่อนให้เพียงพอ ทั้งนี้ ไม่ควรใช้ยาลดไข้แอสไพริน (Aspirin) และกลุ่มยาลดการอักเสบ NSAIDs เช่น ยาไอบูโปรเฟน (Ibuprofen) เพราะยาบางชนิดเป็นอันตรายต่อโรคนี้ โดยอาจทำให้เลือดออกในอวัยวะภายในและเสียชีวิตได้

การป้องกัน
• ระมัดระวังไม่ให้ยุงกัด หากจำเป็นต้องไปในที่ยุงชุม เช่น ป่าดิบชื้น ใกล้แหล่งน้ำนิ่ง แหล่งชุมชนแออัด หรือต้องเดินทางไปยังประเทศที่มีการระบาดของไข้ซิกา ขอให้ทายาป้องกันยุง นอนในมุ้ง หรือพักในห้องที่มีมุ้งลวด สวมเสื้อแขนยาว กางเกงขายาวให้มิดชิด

• กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายโดยการทำความสะอาด เทน้ำในภาชนะที่อาจก่อให้เกิดแหล่งเพาะพันธุ์ของยุง เช่น จานรองกระถางต้นไม้ คว่ำกะละมัง อ่างต่างๆ นอกบ้านที่มีน้ำขัง ปิดฝาภาชนะที่สามารถบรรจุน้ำได้ และฉีดยาป้องกันยุงลาย
• หากมีอาการไข้ ออกผื่น ตาแดง ปวดข้อ หรืออาการที่สงสัยว่าอาจเป็นโรคนี้ ควรรีบปรึกษาแพทย์และเข้ารับการรักษาทันที
• หญิงตั้งครรภ์ควรหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังประเทศที่มีการแพร่ระบาด แต่หากจำเป็นต้องเดินทางควรปรึกษาแพทย์ และป้องกันไม่ให้ถูกยุงกัด

ปัจจุบันไวรัสซิกายังคงแพร่ระบาดไปในหลายประเทศ และทางการแพทย์ก็ยังไม่มีวัคซีนหรือวิธีที่จะรักษาโรคนี้โดยเฉพาะ แม้อาการของโรคจะไม่ได้รุนแรงมาก แต่ก็ควรป้องกันตัวเองไว้ให้ปลอดภัยจะดีที่สุด สำหรับในประเทศไทย หากประชาชนท่านใดพบว่าตนเองหรือคนรู้จักมีอาการของไข้ซิกา เช่น มีไข้สูง ชัก ไม่ได้สติ ให้รีบโทรแจ้งสายด่วน 1669 ให้เข้าช่วยเหลือทันที

 

เกร็ดความรู้
ไวรัสซิกาถูกค้นพบครั้งแรกในน้ำเหลืองของลิงวอก (Rhesus macaque) ที่นำมาจากป่าซิกา ประเทศยูกันดา เพื่อศึกษาโรคไข้เหลืองในปี พ.ศ. 2490 ก่อนจะตรวจพบเชื้อในคนเมื่อปี พ.ศ. 2511 ที่ประเทศไนจีเรีย สำหรับในประเทศไทย มีการตรวจพบผู้ป่วยครั้งแรกในปี พ.ศ. 2555 โดยในช่วง พ.ศ. 2555-2558 พบผู้ป่วยกระจายทุกภาค และมีผู้ป่วยยืนยันเฉลี่ยปีละ 5 ราย อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังใช้มาตรการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคไข้ซิกาในระดับเข้มข้นอย่างต่อเนื่อง

 

ขอบคุณข้อมูล : โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์, สสส.