Health Articles

รู้จักไหม…โรคตาขี้เกียจ


ขี้เกียจ… ตื่นไปโรงเรียน” “ขี้เกียจ… อ่านหนังสือ” “ขี้เกียจ… ทำการบ้าน” “ขี้เกียจ… ขี้เกียจ… ขี้เกียจ…”

เด็กๆ หรือผู้ใหญ่อย่างเราๆท่านๆ ก็มักคุ้นเคยกับอาการขี้เกียจนี้มาแล้ว อาการที่บ่งบอกถึงการที่ไม่อยากทำอะไรเลยจริงๆ และที่น่าประหลาดใจ นอกจากอาการขี้เกียจที่เรารู้สึกในบางโอกาสแล้ว อาการนี้ยังเกิดขึ้นกับตาของคนเราได้เหมือนกัน  โดยจะเกิดขึ้นเฉพาะกับเด็กๆ เท่านั้น ที่เรียกว่า ภาวะโรคตาขี้เกียจ  ซึ่งไม่ได้หมายถึงขี้เกียจลืมตาตื่นนอนตอนเช้าเพราะไม่อยากไปโรงเรียน

แต่โรคตาขี้เกียจ เป็นภาวะทางตาของเด็กที่มองเห็นภาพไม่ชัดนั้นเอง เนื่องจากเด็กใช้ตาข้างนั้นน้อยเกินไป ซึ่งดวงตาก็เหมือนอวัยวะอื่นๆ ในร่างกาย ถ้าหากไม่ได้ใช้งานเลย สมรรถภาพก็จะลดลง จนอาจถึงขั้นตาบอดได้ในที่สุด โดยสาเหตุของตาขี้เกียจ จะเกิดจาก 3 สาเหตุ

  1. เด็กมีสายตา 2 ข้างไม่เท่ากัน เช่น ตาขวาสายตาปกติ แต่ตาซ้ายมีสายตาสั้น เด็กจึงใช้แต่ตาข้างขวาที่มองเห็นชัดเจนมากกว่าตาซ้าย ทำให้ดวงตาข้างซ้ายเกิดภาวะตาขี้เกียจได้
  2. เด็กมีภาวะตาเหล่ ซึ่งในคนทั่วไปจะใช้ตาทีละข้างในการมองเห็น และในบางคนจะใช้ตาข้างที่ถนัดเพียงข้างเดียวเท่านั้น เช่น ใช้แต่ตาขวาซึ่งเป็นตาที่ถนัด ทำให้ตาขวานั้นตรง และตาซ้ายจะทำงานน้อยกว่าตาขวามาก ทำให้ตาซ้ายเหล่ตลอด จนกระทั่งเกิดภาวะตาขี้เกียจได้
  3. เด็กมีปัญหาในตาข้างใดข้างหนึ่ง เช่น หนังตาตกมากจนปิดตาข้างหนึ่ง หรือเป็นต้อกระจกข้างเดียว ฯลฯ ซึ่งเด็กจะใช้แต่ตาข้างที่ดีเท่านั้น ทำให้ตาอีกข้างเป็นตาขี้เกียจได้

สำหรับการรักษา ก็เพียงทำให้เด็กๆ ใช้งานตาข้างที่มีปัญหาข้างนั้นให้มากขึ้น ซึ่งจักษุแพทย์จะใช้วิธีปิดตาข้างที่ดี หรือ ใช้ยาหยอดตาหรือยาป้ายตา เพื่อทำการหยอดหรือป้ายตาข้างที่ดีให้สายตามัวลง ทำให้เด็กได้ฝึกใช้งานตาข้างที่ขี้เกียจมากขึ้น การให้การรักษาเช่นนี้จะช่วยให้สายตาดีขึ้นอย่างรวดเร็ว  ซึ่งวิธีดังกล่าวนี้ควรทำตั้งแต่เด็กอายุยังน้อยเพราะหากทำในเด็กที่มีอายุมากขึ้นเท่าใด ก็จะยุ่งยากและเห็นผลได้ช้า  โดยเฉพาะเด็กที่มีอายุมากกว่า 9 ปี อาจจะไม่ได้ผลเลย

ฟังแล้วเริ่มรู้สึกว่าโรคตาขี้เกียจ ไม่ใช่เรื่องธรรมดาเสียแล้ว เพราะหากไม่รีบเร่งรักษาในช่วงวัยที่เหมาะสม อาจทำให้ตาข้างที่เกิดภาวะโรคตาขี้เกียจ บอดได้ในที่สุด

แล้วเราจะสังเกตเด็กๆ ได้อย่างไรว่า เด็กมีภาวะโรคตาขี้เกียจเกิดขึ้นแล้ว เพราะหากมีภาวะตาเหล่ เรายังพอสังเกตจากภายนอกได้ว่าดวงตาของเด็กมีความผิดปกติ แต่หากเป็นเนื่องมาจากการใช้สายตา 2 ข้างไม่เท่ากัน เราคงสังเกตได้ยาก หรืออาจมองไม่ออกเลยก็ได้ อันนี้เป็นสิ่งสำคัญมากๆ เพราะโรคบางโรคก็ต้องให้จักษุแพทย์ตรวจวินิจฉัยจึงจะพบว่าเป็นหรือไม่

เห็นที ปิดเทอมคราวนี้ ต้องพาเจ้าตัวน้อยไปตรวจสุขภาพดวงตากับจักษุแพทย์กันแล้ว ถึงแม้ว่าจะยังไม่พบความผิดปกติใดๆ เกี่ยวกับดวงตาก็ตาม แต่เพื่อสุขภาพดวงตาที่ดีของลูกๆหลานๆ ของเรา ก็ควรพามาตรวจตากับจักษุแพทย์เป็นประจำ อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อดวงตาที่สดใสสมวัย

ช่วงปิดเทอมเด็กๆ คงมีกิจกรรมหลากหลายได้ทำกันอย่างสนุกสนาน ซึ่งผู้ปกครองต้องดูแลเป็นพิเศษ วันนี้จึงขอนำวิธีการถนอมสายตาเด็กมาฝาก ให้ผู้ปกครองได้ดูแลสายตาเด็กๆ ได้ทั้งช่วงปิดเทอมและเปิดเทอมกันเลย

  1. ควรอ่านหนังสือในที่ที่มีแสงสว่างเพียงพอ ไม่สลัวหรือจ้าจนเกินไป
  2. อย่านอนอ่านหนังสือ ไม่ว่าจะนอนคว่ำหรือนอนหงาย เพราะแรงโน้มถ่วงจะทำให้หน้าอยู่ใกล้กับหนังสือมากเกินไป ซึ่งต้องใช้กล้ามเนื้อตามากกว่าปกติ จนอาจเกิดอาการล้าและนำไปสู่อาการปวดตาได้
  3. อย่าอ่านหนังสือหรือเล่นเกมในรถ เพราะจะต้องเพ่งสายตามากกว่าปกติ และการสั่นสะเทือนของรถจะทำให้สายตาล้าและปวดตาได้ง่าย
  4. อย่าเล่นวิดีโอเกม คอมพิวเตอร์ ดูทีวีหรือวิดีโอ ติดต่อกันนานเกินไป ควรพักสายตาเป็นระยะๆ ด้วยการมองไปที่ไกลๆ และแสงของหน้าจอต้องไม่จ้าจนเกินไป ควรปรับให้แสงนวลพอเหมาะ รวมทั้งมีแสงสว่างภายในห้องพอสมควร ไม่ควรอาศัยแสงจากหน้าจอเพียงอย่างเดียว
  5. ควรสนับสนุนให้เด็กออกไปเล่นกลางแจ้งบ้าง อย่าให้ใช้คอมพิวเตอร์หรือดูทีวีทั้งวัน โดยาเฉพาะเวลาปิดเทอม


ด้วยความห่วงใย จากศูนย์ตาเด็ก รัตนิน โรงพยาบาลจักษุ รัตนิน