Let's Talk Health

คุยเรื่องฟิตๆ กับ “จัน” จากเด็กอ้วนสู่เทรนเนอร์อาชีพ

ถ้าพูดถึงเทรนเนอร์คนดังที่ปั้นหุ่นปังๆ ให้เหล่าดาราในวงการบันเทิงมามากมาย หนึ่งในนั้นต้องมีชื่อ จัน-อานันท์ อภินันทน์ เทรนเนอร์ที่คิวทองที่สุดตอนนี้ แต่กว่าจะขึ้นมาเป็นเทรนเนอร์อาชีพที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก เขาเคยเป็นเด็กอ้วนที่แบกน้ำหนักร่วม 130 กิโลกรัมมาก่อน วันนี้เราจะมาล้วงลึกเรื่องฟิตๆ รวมถึงเคล็ดลับในการสร้างหุ่นเฟิร์มเพิ่มสุขภาพดีกับหนุ่มคนนี้กัน

เคยอ้วนมากจนเกือบเป็นข้อเข่าเสื่อม
ตอนช่วงมัธยม อายุประมาณ 16-17 ผมหนัก 129 กิโลกรัม ช่วงนั้นก็มีอาการเหนื่อยง่าย ปวดเข่า ปวดกระดูก ไปหาหมอเขาก็บอกว่าต้องลดน้ำหนักแล้ว เพราะว่าข้อเข่าจะเสื่อมเพราะมันรับภาระหนัก ผมก็เริ่มใส่ใจสุขภาพมากขึ้น ออกกำลังกายด้วยการเปิดเพลงเต้นอยู่ที่บ้านบ้าง จ๊อกกิ้งบ้าง เตะฟุตบอลบ้าง คือทำอะไรก็ได้ที่เคลื่อนไหวหนักๆ เพื่อให้เหงื่อออก แล้วก็ตัดอาหารเย็นด้วยการกินน้ำเต้าหู้ใส่เครื่องแทน ทำแบบนี้อยู่ 6-8 เดือน จาก 129 ลดลงไปเหลือ 96 ครับ ตอนนั้นสุขภาพไม่ถือว่าแย่นะ คือร่างกายดีขึ้น เหนื่อยน้อยลง อาการปวดเข่าก็หายไป

ลดน้ำหนักผิดวิธีเลยทำให้ตัวเหี่ยว
ผมลดแบบไม่ถูกวิธี คือเราอดอาหารแล้วก็คาดิโออย่างเดียว ไม่ได้เล่นเวท ไม่ได้เล่นกล้ามเนื้อเลยทำให้ตัวเหี่ยว พอไปปรึกษาหมอเขาบอกว่าเราลดเร็วไป จากปริมาณมากๆ มันฟูบไปเลย หนังมันหดกลับไม่ทันแน่ๆ อยู่แล้ว ต้องออกกำลังกายเพื่อสร้างกล้ามเนื้อ พอสร้างกล้ามเนื้อมันก็จะไปทดแทนไขมันกับน้ำที่มันออกไป กล้ามเนื้อมันจะไปดันหนังขึ้นมาให้ตึง ตอนนั้นเราเริ่มเข้าใจแล้วว่าเราต้องเล่นเวท เล่นกล้าม เราก็เริ่มเข้าสู่วงการเพาะกาย ก็หาความรู้ว่าต้องเล่นยังไง เราก็ไปจ้างพี่ที่เป็นนักเพาะกายที่รู้จักกัน ให้เขาสอนใน 3 เดือนแรก เพื่อให้เรารู้ว่าต้องทำยังไงบ้าง

จากวงการเพาะกายผันตัวมาเป็นนายแบบ
ผมเรียนรู้การออกกำลังกายอยู่ประมาณ 2 ปีจนรู้หลักที่ถูกต้อง หุ่นเราดีขึ้น ตอนนั้นกำลังจะเรียนจบปริญญาตรี ก็คิดว่าอาชีพอะไรที่จะสร้างรายได้และยังเล่นเวทได้ด้วย เราก็เริ่มจากการเป็นนายแบบ ทำอยู่ประมาณ 8 เดือน เริ่มรู้สึกว่าไม่ใช่ เราไม่อยากมานั่งเก๊กหน้าตลอดเวลา ไม่อยากคุมหุ่นตลอด มันทรมานกับการต้องทำให้กล้ามเนื้อชัดตลอดเวลา ผมเลยลองศึกษาเรื่องเทรนเนอร์ เพราะคิดว่าตัวเราจากอ้วนยังลดจนผอม เปลี่ยนแปลงได้ขนาดนี้เราก็น่าจะสอนคนอื่นได้ เลยเริ่มศึกษาจากนักกีฬาเพาะกาย เรียนทฤษฎีเพิ่มเติม คนที่ผมเทรนให้คนแรกคือรุ่นน้องที่มหาวิทยาลัย เราเทรนแล้วร่างกายน้องก็เปลี่ยนแปลงดีขึ้น เราเริ่มรู้สึกสนุกกับสิ่งที่ทำ หลังจากนั้นก็มีลูกค้าเข้ามาเรื่อยๆ ครับ

 

วันนี้นายฮ้อยมาระเบิดกล้าม @mike_pattaradet #TeamForcejun

A post shared by ! TeamFoRceJuN (@forcejun) on


ภูมิใจในอาชีพเทรนเนอร์
เราทำอาชีพเทรนเนอร์มาสักประมาณครึ่งปี ได้ลูกค้าเยอะขึ้นเรื่อยๆ ก็รู้สึกว่าเราชอบการพูดคุย เราชอบการสื่อสาร เราชอบพูด ชอบเจอคน คือจันเป็นคนช่างพูด เวลาที่เราเจอลูกค้าเยอะๆ ในตลอดเวลา 1 ชั่วโมง ลูกค้าเล่นกับเราแล้วไม่เบื่อ เป็นอย่างแรกที่ทำให้รู้สึกว่าเรามีความชอบในการที่จะอยู่กับคน สองคือการถ่ายทอด เวลาจันสอนอะไรไปแล้วเขาเปลี่ยน เราภูมิใจ มีความรู้สึกว่าเราทำคนบางคนจากอ้วนมาหุ่นดีแล้วชีวิตเปลี่ยน ได้หน้าที่การงานที่ดีขึ้น บางคนมีความมั่นใจมากขึ้นจากหน้ามือเป็นหลังมือเลย บางคนเป็นนักแสดง หุ่นเขาดีปั๊บเขาได้พรีเซนเตอร์งาน พอทำมาแล้วเราเป็นคนดูแลเขา เรารู้สึกภูมิใจ เราก็คิดว่าเราชอบ สิ่งที่เราทำไปทำให้ชีวิตคนคนหนึ่งเปลี่ยน ซึ่งสองอย่างนี้มันก็เพียงพอที่จันจะยืนอยู่ในอาชีพนี้ต่อแล้ว จันก็เลยเทรนมาเรื่อยๆ ตอนนี้ก็ประมาณ 7 ปีได้แล้วตั้งแต่เป็นเทรนเนอร์มา 

✌✌✌ @kwanusa9 #ว่างละมายิม

A post shared by ! TeamFoRceJuN (@forcejun) on

ตั้งแต่เทรนมาเคสไหนยากที่สุด?
มีพี่คนหนึ่งแกป่วยเป็นออฟฟิศซินโดรม เป็นหนักมากถึงขั้นว่าหลังงอ ไหล่ห่อ ไม่สามารถเดินตัวตรงได้ตามปกติ เคสนั้นเป็นเคสที่เราเพิ่งเคยเจอ เราตกใจมากว่าทำไมร่างกายเขาโดนยึดขนาดนั้น เป็นร่างกายที่ไม่ใช่เกิดกับคนทั่วไป ผมต้องค่อยๆ ยืด ค่อยๆ เล่นให้เขาไม่บาดเจ็บ เพราะสิ่งที่เขาเป็นอยู่ไปฝืนร่างกายไม่ได้เลย ไปดัดเขานิดนึงก็ร้องโอ๊ยแล้ว เขาบอกว่าทุกวันตื่นมาเขาจะมีอาการปวดหลัง ต้องค่อยๆ ลุกแล้วบิด ลุกขึ้นมานั่งเลยไม่ได้ ต้องค่อยๆ พลิกตัวแล้วดันตัวเองขึ้น จุดนั้นจันก็ทำให้ร่างกายเขาคลายลง จากที่หลังแข็งๆ ก็แอ่นอกได้มากขึ้น ยืดได้มากขึ้น ในช่วง 3-4 เดือนอาการบาดเจ็บก็โอเคขึ้นมาก ส่วนช่วงปรับเปลี่ยนหุ่นก็อยู่ที่ประมาณ 8-9 เดือน เพราะว่าเขาเล่นท่าเวทปกติไม่ได้ จันต้องมานั่งเคาะทีละท่าว่าเขาจะเล่นท่าไหนทดแทนได้ มันถึงเป็นเคสที่ทั้งยากและนานมาก

นอกจากจัดระเบียบร่างกายต้องเลือกอาหารด้วย
อาหารประเทศไทยมันจะประกอบไปด้วยแป้งกับไขมันเยอะมาก คนไทยติดข้าว ติดขนมหวาน ติดผัดน้ำมัน รสชาติจัดๆ ไม่ว่าจะเป็นหมูทอดกระเทียม ไก่ทอด ของทอดทุกชนิด แกงกะทิทั้งหลาย คือมีแต่น้ำมันๆ ฉะนั้นสิ่งที่จันควบคุม จันจะเลือกหนึ่งอย่างก่อนว่าจะลดแป้งหรือลดไขมัน แต่แป้งมันยังสำคัญต่อร่างกาย มันยังเอามาใช้ในกิจวัตรได้ แล้วยิ่งถ้าออกกำลังกาย แป้งสำคัญต่อการเล่นเวท เล่นกล้าม จันเลยไม่ให้ตัดแป้ง แต่ให้ควบคุมกับข้าว ควบคุมไขมัน เช่น ให้กินข้าวได้ตามปกตินะ แต่กับข้าวต้องเลี่ยงไขมันนะ ไม่ทอด ไม่ผัดน้ำมัน อาจจะเป็นต้มจืด เป็นนึ่ง เป็นลวก ของจุกจิกจันขอตัด จากที่เคยกินขนมวันละ 2 มื้อ ก็เปลี่ยนเป็นน้ำผลไม้น้ำตาลต่ำ อาจจะให้กินของขบเคี้ยวเป็นทาโร่ เป็นอัลมอนด์ ตัดลดไขมันแล้วก็เปลี่ยนขนมให้เป็นของเฮลท์ตี้ต่อร่างกายครับ

อายุมากระบบเผาผลาญต่ำต้องทำยังไง
กล้ามเนื้อครับ การเล่นกล้ามเนื้อ ยิ่งมีกล้ามเนื้อการเบิร์นพลังงานจะยิ่งดีขึ้น กล้ามเนื้อเหมือนเตาพลังงาน มันเหมือนกับว่ายิ่งมีปริมาณเยอะมันยิ่งเผาผลาญได้ดี ฉะนั้นหนึ่งอย่างของจันคือสร้างกล้ามเนื้อ สองคือต้องควบคุมอาหารดีขึ้นกว่าเดิม เพราะยิ่งแก่ร่างกายจะยิ่งเผาผลาญน้อยลง ส่วนหนึ่งมาจากแอ็คทิวิตี้ที่ทำ บางคนจากที่เคยวิ่ง เคยทำกิจวัตรหนักๆ พออายุมากขึ้นมันก็จะน้อยลง ทำโน่นทำนี่น้อยลง การเผาผลาญพลังงานจากแอ็คทิวิตี้ก็น้อยลงไปด้วยครับ เราก็ต้องบอกให้คนที่มาเทรนเขาเข้าใจและค่อยๆ ปรับตรงส่วนนี้ครับ

อยากหุ่นดี สุขภาพดี อันดับแรกต้องเปลี่ยนที่พฤติกรรม
ก่อนอื่นต้องกินของจุกจิกให้น้อยลง ไม่ใช่ว่าวันหนึ่งกินข้าว 3 มื้อ แต่หยิบขนมกินทั้งวัน ให้กินเนื้อสัตว์ไขมันต่ำ ของจุกจิกอาจจะกินได้วันละมื้อ กินของที่มีประโยชน์หน่อย ไขมันและโซเดียมไม่สูงมาก เปลี่ยนพฤติกรรมการกินที่กินมั่วให้กลายเป็นมื้อๆ มากขึ้น ระบบย่อยของเราก็ใช้การเผาผลาญพลังงาน เราอาจจะแบ่งจาก 3 มื้อเป็น 4 มื้อ เรากินมื้อหนึ่งเพื่อให้ร่างกายเราได้รับ ได้ดูดซึม ไม่เก็บสะสม ให้ระบบย่อยเราทำงาน ให้ใช้พลังงาน มันจะช่วยให้ร่างกายเราเผาผลาญได้ดีขึ้น เก็บพลังงานส่วนที่เกินน้อยลง จำนวนมื้อไม่มีผล อยู่ที่ปริมาณกับสารอาหาร อยู่ที่เรากินอะไรเข้าไปมากกว่า อีกส่วนก็ต้องออกกำลังกายด้วย อาจจะจ๊อกกิ้งวันละ 30 นาที หรือเปิดยูทูบเต้น ออกกำลังกาย สักอาทิตย์ละวันก็โอเคแล้วครับ