Healthy Food

กระเจี๊ยบเขียว สุดยอดผักสุขภาพ ป้องกันสารพัดโรค

ใครจะรู้บ้างว่าประเทศไทยมีกระเจี๊ยบเขียวเป็นสินค้าส่งออกไปต่างประเทศปีละหลายล้านบาท มีลูกค้ารายใหญ่เป็นชาวญี่ปุ่นที่นิยมกินกระเจี๊ยบเขียวมาก

เมนูที่นิยมกันมากคือ ฝักกระเจี๊ยบเขียวสดย่างไฟจิ้มซอส เป็นสินค้าขายดีจนกระทรวงเกษตรฯ ต้องทำมาตรฐานเพื่อการส่งออกทีเดียว ทั้งที่กระเจี๊ยบเขียวไม่ได้มีถิ่นกำเนิดในประเทศไทย แต่เป็นพืชพื้นเมืองประเทศเอธิโอเปีย แถบศูนย์สูตรของทวีปแอฟริกา อียิปต์ หมู่เกาะอินเดียตะวันตก และเอเชียใต้ กระเจี๊ยบเขียวจึงเป็นผักที่ไม่ค่อยมีประวัติการใช้เป็นยามากนัก แต่ถือว่าเป็นผักที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างมาก จนต้องมาบอกกล่าวกัน 

กระเจี๊ยบเขียวมีสารอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการคือ มีคาร์โบไฮเดรต เส้นใย โปรตีน โฟเลท แคลเซียม ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม แมกนีเซียม เหล็ก วิตามินเอ วิตามินบี ๑ วิตามินบี ๒ ไนอาซิน วิตามินซี อยู่ปริมาณพอสมควร แต่บทบาททางสุขภาพที่สำคัญของกระเจี๊ยบเขียวเกิดจาการที่กระเจี๊ยบเขียวมีกลูตาไทโอน (glutathione) ซึ่งถือว่าเป็นราชาของสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยต้านมะเร็งได้เป็นอย่างดี และยังร่ำรวยใยอาหารชนิดที่ไม่ละลายน้ำ ซึ่งเป็นส่วนของพืชผักที่ร่างกายย่อยไม่ได้และเส้นใยที่ละลายน้ำได้ เพคทิน (pectin) และเมือก (mucilage) ซึ่งเกิดจากสารประกอบ acetylated acidic polysaccharide และกรดกาแลคทูโลนิค (galactulonic acid)

ดังนั้น การกินกระเจี๊ยบเขียวจึงช่วยระบบขับถ่าย ระบบดูดซึมสารอาหาร ลดความเสี่ยงโรคแผลในกระเพาะอาหาร มะเร็งกระเพาะอาหาร และมะเร็งลำไส้ใหญ่ ลดน้ำตาลและไขมันในเลือด ดังรายละเอียดที่จะกล่าวต่อไป

สำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานและคอเลสเตอรอลสูง
เส้นใยที่ละลายน้ำในกระเจี๊ยบเขียวจะช่วยลดการดูดซึมของคอเลสเตอรอลและน้ำตาลเข้าสู่ร่างกาย และช่วยทำให้ถ่ายอุจจาระได้คล่อง จึงเป็นการช่วยกำจัดไขมันปริมาณสูงที่จับกับน้ำดีอยู่ เป็นผลให้ลดไขมันและคอเลสเตอรอลได้ คล้ายกับการกินยาลดคอเลสเตอรอลและไขมันชื่อ ‘สแตติน’

ผักสุขภาพสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็ง
สารเมือกหรือเส้นใยที่ละลายน้ำได้ในฝักกระเจี๊ยบเขียว เมื่อลงสู่ลำไส้ใหญ่จะช่วยเรื่องการเจริญเติบโตของแบคทีเรียที่มีประโยชน์ (พรีไบโอติกแบคทีเรีย) แบคทีเรียที่มีประโยชน์นี้จะช่วยลดปริมาณพิษที่ผลิตโดยบรรดาแบคทีเรียที่ไม่มีประโยชน์ซึ่งอาศัยอยู่บริเวณลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย

นอกจากนี้สรรพคุณต้านมะเร็งของกระเจี๊ยบเขียวยังเกิดจากสารกลูตาไทโอน สารชนิดนี้มีบทบาทสำคัญในการควบคุมสารอนุมูลอิสระในร่างกาย การสร้างสารซ่อมแซมเซลล์ และทำปฏิกิริยาขจัดสารพิษที่เกิดในร่างกาย ปัจจุบันยังมีความนิยมที่ใช้สารนี้เพื่อให้ผิวขาวขึ้น เพราะสารกลูตาไทโอนสามารถกดการทำงานของเอนไซม์ที่ผลิตเม็ดสีได้ชั่วคราว

รักษาโรคพยาธิตัวจี๊ด
ผู้เขียนรู้จักการใช้กระเจี๊ยบเขียวรักษาพยาธิตัวจี๊ดมาตั้งแต่เมื่อครั้งยังเป็นเด็ก ราวๆ สี่สิบปีก่อน ญาติที่เป็นโรคนี้มักจะนำกระเจี๊ยบเขียวมาต้มกินเป็นผักติดต่อกันหลายๆ วัน ความรู้นี้เป็นความรู้ที่หมอยาพื้นบ้านไทยทุกภาครู้เหมือนๆ กัน ใช้เหมือนๆ กัน แสดงว่ากระเจี๊ยบเขียวต้องได้รับความนิยมทั้งคนกินและคนรักษา จึงสืบต่อความรู้กันมานาน

โรคพยาธิตัวจี๊ดเกิดจากพยาธิตัวกลมในสกุล Gnathostoma คนเกิดโรคจากการได้รับตัวอ่อนของพยาธิซึ่งอยู่ในเนื้อดิบของกุ้ง ไร เนื้อปลา หมู ไก่ เป็ด กบ เมื่อคนได้รับตัวอ่อนพยาธิเข้าไปถึงระยะหนึ่ง ตัวอ่อนจะไชไปตามบริเวณต่างๆ เช่น ไชไปตามเนื้อเยื่อใต้ผิวหนังก็เกิดอาการบวมเคลื่อนที่ หรือเข้าสมองก็เกิดสมองอักเสบ เป็นต้น

ขณะนี้ยังไม่มียาที่ได้รับการยอมรับว่ารักษาโรคพยาธิตัวจี๊ดได้ผลดี แต่ถ้าไปพบแพทย์ ส่วนใหญ่แพทย์จะจ่ายยาฆ่าพยาธิติดต่อกันนาน 21 วัน มีผู้ป่วยหลายรายที่แพทย์ช่วยทำให้ถ่ายพยาธิออกมาได้ ถ้าป่วยเป็นโรคนี้ก็ควรที่จะไปพบแพทย์และกินกระเจี๊ยบเขียวเป็นผักติดต่อกันสัก 2 อาทิตย์ ในประเทศไทยมีรายงานการทดลองพบว่า สารสกัดจากกระเจี๊ยบเขียวด้วยแอลกอฮอล์สามารถลดจำนวนพยาธิตัวจี๊ดในหนูถีบจักรได้

รักษาโรคกระเพาะ เยื่อบุกระเพาะและลำไส้อักเสบ
สรรพคุณเด่นที่สำคัญในการใช้เป็นยารักษาโรคของกระเจี๊ยบเขียวคือ การใช้เป็นยารักษาโรคกระเพาะและโรคลำไส้อักเสบ ซึ่งโรคนี้ทำให้เกิดอาการท้องผูกกับท้องเสียสลับกัน และยังช่วยรักษาอาการปวดท้องจากแผลในกระเพาะอาหารและแผลในลำไส้เล็กส่วนต้น ปี 2547 มีรายงานการศึกษาพบว่า สารประกอบไกลโคซิลเลท (Glycosylated Compounds ซึ่งประกอบด้วย polysaccharides and glycoproteins) ในกระเจี๊ยบเขียว มีฤทธิ์ยับยั้งความสามารถของเชื้อแบคทีเรีย Helicobacter pylori ในการเกาะเยื่อบุผิวของกระเพาะอาหาร เจ้าเชื้อแบคทีเรียตัวนี้เองเป็นเหตุสำคัญของการเกิดแผลในกระเพาะ สารไกลโคซิลเลทจะมีฤทธิ์ลดลงเมื่อถูกความร้อน

ยาบำรุงข้อกระดูกของชุมชนมุสลิมภาคใต้
เล่ากันว่าชุมชนมุสลิมในสามจังหวัดสมัยก่อนนิยมกินผักที่เป็นเมือกเพื่อเพิ่มไขมัน หรือเมือกในข้อกระดูก โดยเชื่อว่าจะทำให้หัวเข่า ข้อต่อกระดูก มีน้ำเมือกทำให้ไม่เจ็บ เสมือนเป็นน้ำหล่อเลี้ยงให้กับคนแก่ที่เข้าสู่วัยชรา ดังนั้นคนแก่จะชอบกินผักกูด กระเจี๊ยบเขียวที่มีเมือกนั่นเอง

ยารักษาอาการท้องผูก ช่วยกำจัดสารพิษออกจากลำไส้
กระเจี๊ยบเขียวประกอบด้วยเส้นใยที่ไม่ละลายน้ำและละลายน้ำ จึงมีคุณสมบัติช่วยในการขับถ่ายได้เป็นอย่างดี อีกทั้งเส้นใยที่ละลายน้ำได้จะมีคุณสมบัติในการดูดซับสารพิษแล้วขับถ่ายออกไปทางอุจจาระ จึงไม่เหลือสารพิษตกค้างในลำไส้ ดังนั้นการรับประทานผลกระเจี๊ยบเขียวเป็นประจำจะช่วยให้ขับถ่ายได้คล่อง สบายท้อง สมองผ่องใส เพราะมีงานวิจัยมาแล้วว่าถ้าผนังลำไส้สะอาดสมองจะผ่องใส

รักษาแผลและผิวหนังอักเสบ
ยางจากผลสดกระเจี๊ยบเขียวจะช่วยรักษาแผลสด เมื่อถูกของมีคมบาดให้ใช้ยางจากฝักกระเจี๊ยบทาแผล แผลจะหายไวและไม่เป็นแผลเป็น ส่วนผลอ่อนของกระเจี๊ยบเขียวมีเมือกลื่นทำให้ผิวหนังชุ่มชื้นไม่แห้ง ชาวบ้านบางพื้นที่นำผลอ่อนของกระเจี๊ยบเขียวมาพอกผิวหนังที่รู้สึกแสบร้อน

กระเจี๊ยบ…ผักรสชาติสากลที่ทุกคนกินได้
กระเจี๊ยบเขียวกินได้ทั้งฝักอ่อน ยอด และราก ในต่างประเทศมีการกินใบกระเจี๊ยบสดเป็นผักสลัด หรือปรุงสุก ส่วนที่นิยมรับประทานคือผลอ่อน ทั้งในรูปแบบของผักสด ต้ม นึ่ง ทอด (ชุบแป้งเทมปุระทอดกินกับซีอิ๊ว) ย่าง แกง ผัด ดอง หรือหั่นเป็นแว่นตากแห้งเก็บได้ หรือบดเป็นแป้งก็ได้ ตาดอกและดอกอ่อนรับประทานได้ รากก็กินได้แต่ค่อนข้างเหนียว เมล็ดแก่เรียก grana moschata มีกลิ่นหอมอยู่ในเปลือกหุ้มเมล็ด ให้กลิ่นเมื่อได้รับความร้อนหรือถูกขยี้ เมล็ดคั่วแล้วบดใช้แทนกาแฟในกลุ่มคนดำทางใต้ของสหรัฐอเมริกาแถบมลรัฐเซาต์แคโรไลนา แป้งจากเมล็ดแก่บดใช้ทำขนมปังหรือเต้าหู้ได้ คนไทยลวกฝักอ่อนจิ้มน้ำพริก หรือใส่ในแกงส้ม แต่ไม่ควรใช้ความร้อนนานเกิน เพราะจะทำลายกลูตาไทโอน (glutathione)

 

ขอบคุณบทความ:  บันทึกของแผ่นดิน ๒ ผัก เป็นยา รักษา ชีวิต
                                     ภญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร ผู้บันทึก